ระบบเลือกตั้ง
ดังคำปรารภที่ว่าไม่มีระบบเลือกตั้งใดที่สมบูรณ์แบบและเป็นที่ พอใจของทุกคน ในประเทศ ฉะนั้น ระบบเลือกตั้งที่ดีที่สุดก็คือระบบที่เลวน้อยที่สุด เพราะทุกระบบก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อยคละกันไปในปัจจุบัน ทั่วโลกที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยใช้ระบบเลือกตั้งหนึ่งในสองระบบสำคัญ คือระบบเสียงส่วนใหญ่ (Majority Vote หรือ Plurality Vote) หรือเรียกเป็นอย่างอื่นเช่นระบบผู้ได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือกตั้ง (First Past the Post) และเป็นที่รู้กันในหมู่คนทั่วไปว่าเป็นระบบเลือกตั้งแบบง่าย และอีกระบบหนึ่งคือระบบสัดส่วน (Proportional Representation) ซึ่งโดยทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็นระบบเดียวกับระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) แต่แท้จริงแล้วระบบสัดส่วนมีรายละเอียดปลีกย่อยซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับการ เลือกตั้งได้ในอีกหลายรูปแบบ
1. ระบบเสียงส่วนใหญ่ หรือระบบเลือกตั้งแบบง่าย ในปัจจุบันได้แตกแขนงออกเป็นระบบย่อยที่สำคัญ 2 ระบบคือ
- ระบบถ่ายโอนคะแนนเสียง (Single Transferable Vote)
- ระบบทางเลือกอื่น (Alternative Vote) หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบเสริม (Supplementary Vote)
2. ระบบสัดส่วน (Proportional Representation) ซึ่งมี 2 รูปแบบที่สำคัญคือ
- ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ (Party List) ซึ่งสามารถซอยย่อยออกเป็น 2 ระบบย่อยคือระบบบัญชีรายชื่อแบบปิด (Closed Party List) และระบบบัญชีรายชื่อแบบเปิด (Open Party List)
- ระบบเสริมสมาชิก (Additional Member System) ซึ่งเป็นระบบผสม (Mixed System)ระหว่างระบบเสียงส่วนใหญ่ กับระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบัญชีรายชื่อแบบปิดหรือแบบเปิด ซึ่งเท่ากับเป็นการผสมกันระหว่างระบบเสียงส่วนใหญ่กับระบบสัดส่วนนั่นเอง
ก่อนที่จะ พิจารณาว่าระบบใดดีหรือไม่ดีมากกว่ากันอย่างไร เราอาจเริ่มต้นพิจารณาเปรียบเทียบระบบใหญ่ หรือระบบแม่ของทั้งสองระบบเสียก่อน นั่นคือระบบเสียงส่วนใหญ่ กับระบบสัดส่วนว่าทั้งสองระบบมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร ก่อนที่จะไปพิจารณาระบบย่อย ซึ่งเป็นความพยายามที่จะอุดช่องว่างหรือจุดด้อยของระบบใหญ่แต่ละระบบนั่นเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น