เช็คกระแสนิยม

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

หลักการมุ่งสู่ผลสำเร็จ (achievement orientation) ของ max weber

หลักการมุ่งสู่ผลสำเร็จ (achievement orientation)

- การปฏิบัติงานใด ๆ จะต้องมุ่งสู่เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การเสมอ (ประสิทธิผล)
- ประสิทธิผล หรือผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่างคือ

1. เจ้าหน้าที่ต้องมีหลักการและวิธีการในการตัดสินใจเลือกหนทางปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง โดยถือหลัก ประสิทธิภาพ หรือ หลักประหยัด
หลักประสิทธิภาพ (efficiency) - ในระหว่างทางเลือกหลาย ๆ ทางที่จะต้องใช้จ่ายเงินเท่ากัน ควรเลือกทางเลือกที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
หลักประหยัด (economy) - ถ้ามีทางเลือกที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลได้เท่า ๆ กัน หลายทางเลือก ควรเลือกทางเลือกที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
2. ความมีประสิทธิผลในการบริหารงานจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้าน
3. การบริหารจะได้รับประสิทธิผลสูงสุดต่อเมื่อมีการกำหนดวิธีการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง เหมาะสม กับลักษณะงาน สถานที่ ช่วงเวลา สภาพแวดล้อม ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเป้าหมายหรือผลสำเร็จที่ต้องการ

ทฤษฏีระบบ ของ max weber

ทฤษฎีระบบราชการ (bureaucracy) Max Weber.

bureaucracy หรือ ระบบราชการ อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 แบบ

1. Bureaucracy – ในฐานะที่เป็นสถาบันทางสังคม (social institute) สถาบันหนึ่ง นั่นคือ เป็นสถาบันการบริหาร / การปกครองของรัฐ
1.1 ถือเป็นสถาบันหนึ่งของกระบวนการในการปกครองประเทศ
1.2 เป็นสถาบันที่มีหน้าที่ ต้องปกป้อง ดูแล รักษาผลประโยชน์บ้านเมือง อีกแห่งหนึ่ง
1.3 ต้องการอิสระในการทำงาน เป็นสถาบันที่มั่นคง ยากต่อการเปลี่ยนแปลง แก้ไข
2. bureaucracy - ในฐานะที่เป็น รูปแบบหนึ่งของการจัดองค์การ (a form of organization) ในแง่นี้ bureaucracy
2.1 ระบบการบริหาร หรือระบบการทำงานระบบหนึ่ง
2.2 มีโครงสร้างแบบที่เรียกว่า “Weberian Bureaucracy”
2.3 เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ ตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ
ระบบราชการ (Bureaucracy)
Max Weber – ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดองค์การแบบ ระบบราชการ หรือ Bureaucracy ขึ้นมา

ข้อสมมติฐาน องค์การแบบระบบราชการเป็นองค์การที่ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และประหยัดที่สุดเหตุผล

1. ยึดหลักการบริหารที่อาศัยความมีเหตุมีผล และ ความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติงาน
2. มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นทางการตามตัวบทกฎหมาย
3. อาศัยหลักความรู้ความสามารถ (ระบบคุณธรรม) เป็นเกณฑ์ในการบริหารงานบุคคล
4. สามารถพยากรณ์พฤติกรรมหรืออปรากฎการณ์ได้
ระบบราชการ (bureaucracy) เป็นรูปแบบโครงสร้างของการจัดองค์การขนาดใหญ่ที่สามารถนำไปใช้เป็นวิธีการในการจัดองค์การได้ทั้งในภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่ระบบการบริหารที่ใช้ในองค์การภาครัฐเท่านั้น แต่ในองค์การภาคเอกชนขนาดใหญ่ก็นำไปใช้ด้วย
Bureaucracy จึงเป็นระบบการบริหารระบบหนึ่งที่นิยมนำไปใช้ในองค์การขนาดใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก มีภารกิจที่ต้องทำมาก

กลไกการบริหาร (administrative apparatus) เป็นกลไกการควบคุม และทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง
ผู้นำและกลุ่มชนที่ถูกปกครอง กลไกการบริหาร ต้องมีรูปแบบที่เหมาะสมกับรูปแบบแห่งอำนาจที่ผู้นำในสังคมนั้นใช้อยู่

รูปแบบแห่งการใช้อำนาจในการปกครองบังคับบัญชา ตามแนวคิดของ Max Weber แบ่งเป็น 3 รูปแบบ

-Charismatic Domination รูปแบบการใช้อำนาจเฉพาะตัวแบบอาศัยบารมี กลไกลการบริหารที่ใช้คือ
Dictatorship, communal
-Traditional domination รูปแบบการใช้อำนาจแบบประเพณีนิยม
-Feudal / Patrimonial (ระบบศักดินา / เจ้าขุนมูลนาย) รูปแบบการใช้อำนาจตามกฎหมาย (Legal domination)

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เสวนา "การเมืองกับการทำนาย: ความท้าทายของนักรัฐศาสตร์ไทย"

วันที่ 6 มกราคม เวลา 13:00 - 16:00 น.
ห้องประชุมตึกเปรมบุรฉัตรชั้น 1 อาคารสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนอังรีดูนังต์


ตามที่ฝ่ายเนื้อหางานรัฐศาสตร์แฟร์ครั้งที่ 7 ได้รับอนุมัติจัดกิจกรรมโครงการเสวนา "การเมืองกับการทำนาย: ความท้าทายของนักรัฐศาสตร์ไทย" ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม 2554 เวลา 13.00-16.00 ณ ห้องประชุมชั้น 1 ตึกเปรมบุรฉัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น เพื่อนำเสนอว่า วิชารัฐศาสตร์สมัยใหม่ตั้งเเต่หลังสงครามโลกเป้นต้นมา เป็นองค์ความรู้ที่มีรากฐานมาจากการศึกษาแบบปฏิฐานนิยม (positivism) ที่เน้นการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ในการยืนยันความเป็นจริง แต่วิธีการดังกล่าวก็ได้ถูกท้าทายจากการศึกษาในแบบอื่นๆ ที่ตั้งคำถามถึงความเที่ยงตรงของการอธิบายด้วยเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสภาวะที้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ได้มีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของวิชารัฐศาสตร์ไทยว่านอกจากการอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นแล้ว วิชารัฐศาสตร์สามารถใช้คาดการณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้หรือไม่


ผู้ร่วมอภิปราย

รศ. ธเนศ วงศ์ยานนาวา
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรมศาสตร์

อ. เกษม เพ็ญภินันท์
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ. อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ดำเนินรายการ

ผศ. เวียงรัฐ เนติโพธิ์
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มมส เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 2553

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องประชุม D415 ชั้น 4 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง โดยวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 ขึ้น
ในหัวข้อเรื่อง “ การเมืองของรัฐและท้องถิ่นไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวต้อนรับพร้อมนำเสนอภาพรวมมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มี ศาสตราจารย์ ดร.กระมล ทองธรรมชาติ ประธานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์เป็นประธานเปิดงาน
มี รองศาสตราจารย์สีดา สอนศรี คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจาก
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง “ การเมืองของรัฐและท้องถิ่นไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ” จัดขึ้นเพื่อให้เป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยน ความรู้ความคิดเห็น และผลงานทางวิชาการระหว่างภาคีสถาบันการอุดมศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภูมิภาคเพื่อพัฒนาการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์รวมทั้งนิติศาสตร์และศาสตรร์ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักวิชาการกับนักวิชาการ และระหว่างนักวิชาการกับชุมชนท้องถิ่น

การจัดประชุมครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 25 -26 พฤศจิกายน 2553 ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีการปาฐกถา 1 เรื่อง บรรยายพิเศษ 8 หัวข้อ นำเสนอบทความในเวทีวิชาการ จำนวน 44 เรื่อง จากผู้นำเสนอบทความจำนวน 170 คน จากสถาบันต่างๆทั้งมหาวิทยาลัยภาครัฐและเอกชนจำนวน 34 แห่ง หน่วยงานราชการจำนวน 5 องค์กร และนักวิชาการอิสระอีกจำนวนหนึ่ง จากจำนวนหัวข้อและบทความที่ได้นำเสนอครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเติบโตและความแตกต่างหลากหลายความคิด รวมทั้งความสนใจในการศึกษาทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อไปอย่างไม่ที่สิ้นสุด นอกจากนี้ยังมีการตอบปัญหาวิชาการทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ระหว่างกลุ่มนิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่างๆจำนวน 31 สถาบัน มีนิสิตเข้าร่วม 219 คน อาจารย์ผู้ควบคุมทีม 45 คน อันหมายถึงความร่วมมือทางวิชาการโดยผ่านกิจกรรมซึ่งจะสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มนิสิตต่อไปในอนาคต

แนะนำวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ของเรา

วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง และมีจิตสำนึกที่รับใช้สังคม ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางทางวิชาการ และวิชาชีพชั้นสูงที่อำนวยประโยชน์แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติ

ปรัชญา ผู้มีปัญญา พึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน (พหุนํ ปณฺฑิโต ชีเว)

ปณิทาน วิทยาลัยการเมืองการปกครองมุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง และมีจิตสำนึกที่รับใช้สังคม ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง
ที่อำนวยประโยชน์แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติ

วิสัยทัศน์ วิทยาลัยการเมืองการปกครองเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำทางด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

หลักสูตรที่เปิดสอน ระดับปริญญาตรี

๑)รัฐศาสตร์บัณฑิต(ร.บ.) ประกอบด้วย เอกการเมืองการปกครอง เอกบริหารรัฐกิจและกิจการสาธารณะ เอกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

๒)นิติศาสตร์บัณฑิต(น.บ.)

๓)คู่ขนานนิติศาสตร์บัณฑิตและศิลปศาสตร์บัณฑิตสาขาสิทธิมนุษยชน(น.บ. และ ศศ.บ.) 5ปี2ปริญญา

๔)รัฐประศาสนศาสตร์บัณฑิต (รป.บ.) สาขาบรอหารท้องถิ่น

หลักสูตรปริญญาโท

๑)รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต(ร.ม.) สาขาการเมืองการปกครอง

๒)รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต (รป.ม.) สาขานโบยสาธารณะ

ประวัติรัฐศาสตร์ไทย

ประวัติการศึกษารัฐศาสตร์ของไทย


การศึกษาด้านรัฐศาสตร์ของไทยเริ่มต้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง โรงเรียนฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน เพื่อรับคัดเลือกนักเรียนเข้ามาฝึกหัดเป็นข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ ต่อมาได้มีการขยายการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพัฒนาโรงเรียนดังกล่าวเป็น โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภายหลังได้สถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


จากเหตุดังกล่าวนี้ การศึกษารัฐศาสตร์จึงเริ่มต้นขึ้น โดยคณะรัฐศาสตร์แห่งแรก คือ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือ สิงห์ดำ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษา รัฐศาสตร์ของไทย แห่งที่สอง คือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หรือ สิงห์แดง ส่วนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือสิงห์ทองของเรานั้น ในช่วงแรกเป็นสาขาวิชารัฐศาสตร์ในคณะนิติศาสตร์ ต่อมาภายหลังจึงแยกออกมาเป็นคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อย่างเต็มภาคถูมิ


คำว่า รัฐศาสตร์


คำว่ารัฐศาสตร์ หากพิจารณาโดยแยกศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ว่า “POLITICAL SCIENCE” เพื่อกำหนดความหมายพื้นฐานของรัฐศาสตร์แล้ว จะเห็นได้ว่า “POLITICS” ซึ่งหมายความว่า การเมือง นั้น มีรากศัพท์มาจากคำว่า “polis” ในภาษากรีก หมายถึงนครรัฐ เป็นการจัดองค์กรทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ได้บังเกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว ในขณะที่ “SCIENCE” ก็คือศาสตร์ หรือวิชาในการแสวงหาความรู้ รัฐศาสตร์ตามรากศัพท์นี้ จึงเป็นวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการกระทำหรือการสร้างบ้านเมือง หรือการสถาปนาชุมชน/เมืองขนาดใหญ่ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้คนใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยความสันติสุข


นักวิชาการรัฐศาสตร์ผู้ที่ได้ให้ความหมายของคำว่ารัฐศาสตร์ที่น่าสนใจพึงกล่าวถึงได้แก่ ยูเลา (Heinz Eulau 1963, 3) ซึ่งกล่าวว่า รัฐศาสตร์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาว่าทำไมมนุษย์จึงคิดสร้างการปกครองมนุษย์ขึ้นมา


เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ (2508, 1-3) ให้นิยามของรัฐศาสตร์ว่าเป็น ศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ (Science of the state) โดยเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับรัฐ วิวัฒนาการของรัฐ และรัฐในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับองค์การปกครองหรือสถาบันทางการเมืองของรัฐ และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย เกี่ยวกับการติดต่อสัมพันธ์ของเอกชนหรือกลุ่มชนกับรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ตลอดจนจนแนวการศึกษาความคิดทางการเมืองอันมีอิทธิพลมหาศาลต่อความคิดของนักการเมืองเอกของโลก และต่อวิวัฒนาการของรัฐและการเปลี่ยนแปลงของระบบการเมืองการปกครอง ในทำนองเดียวกัน จรูญ สุภาพ (2522, 1) ได้นิยามรัฐศาสตร์ว่าเป็น สาขาขององค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ (Social Science) ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับรัฐ ซึ่งกล่าวถึงแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การจัดองค์กรทางการเมืองการปกครอง รัฐบาลหรือผู้ใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง และวิธีรดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐ โดยความหมายดังนี้ รัฐศาสตร์ จึงเป็นเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับ 3 สิ่งคือ รัฐ สถาบันทางการเมืองการปกครอง และแนวความคิดทางการเมืองการปกครอง


มองลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับขอบข่ายเนื้อหาของการศึกษารัฐศาสตร์ เราจะได้นิยามความหมายของรัฐศาสตร์ว่าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการปกครองและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิด การรวม การเปลี่ยนแปลง และความเสื่อมของชุมชนการเมืองทั้งหลาย ตอลดจนรูปแบบของการปกครอง กฎเกณฑ์และการปฏิบัติที่ชุมชนต่าง ๆ แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือทำการตัดสินใจ รวมทั้งนโยบายต่าง ๆ ที่ต่อกัน โดยเรื่องสำคัญ ๆ ที่ศึกษาได้แก่เรื่องความรุนแรง การปฏิวัติ การสงคราม ความสงบเรียบร้อย การปกครองแบบประชาธิปไตยและแบบเผด็จการ การเลือกตั้ง การบริหาร หน้าที่พลเมือง การสรรหาผู้นำ ความปลอดภัยของชาติกับองค์การระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ กระบวนการยุติธรรม พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์กับพฤติกรรมทางการเมือง การกำหนดนโยบายสาธารณะ อุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของฝูงชน (Eulau and March 1975, 5)


สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สภาวิจัยแห่งชาติ (เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ 2508, 10) เห็นว่า รัฐศาสตร์คือ การศึกษาเกี่ยวกับรัฐ และวิธีการอันเหมาะสมที่สุด ในอันที่จะปฏิบัติตามวิชาการที่เกี่ยวกับรัฐ ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์จึงรวมถึงส่วนประกอบทุกส่วนในความสัมพันธ์ภายในและภายนอกรัฐ


ทินพันธ์ นาคะตะ (2541, 3) อธิบายว่า รัฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งสำคัญ ต่าง ๆ ประกอบด้วย กำเนิดและลักษณะของรัฐ สถาบันการเมืองการปกครอง อำนาจ การตัดสินตกลงใจและนโยบายสาธารณะ ระบบการเมือง รวมทั้งการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความรู้ความเข้าใจ และหาคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ บังเกิดขึ้น


รัฐศาสตร์ในเชิงที่เป็นระเบียบการปกครอง อันแตกต่างไปจากคำว่า “การปกครอง” ที่หมายถึง ตัวกิจการที่ปฏิบัติ รัฐศาสตร์ในประการนี้จึงหมายความถึง ระบบของการปฏิบัติปกครอง โดยการจัดมาตรฐานและระเบียบภายในประชาคม (society) (เกษม อุทยานิน 2513, ข) ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งในสาขาสังคมศาสตร์ ที่เป็นวิชาใหญ่ในบรรดาวิชาการว่าด้วยสังคมมนุษย์ (เกษม อุทยานิน 2513, ก)


ความหมายของรัฐศาสตร์ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นศาสตร์ที่มีขอบเขตกว้างขวางของรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้เรียบเรียงขอสรุปความหมายของรัฐศาสตร์โดยยึดความหมายดังที่ อานนท์ อาภาภิรม (2545, 2) ได้สรุปให้เห็นไว้ว่า รัฐศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับที่มาและพัฒนาการของรัฐ (Origin and Development of the State )การอธิบาย การวิเคราะห์และการเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญและรัฐบาล กระบวนการทางการเมือง (Political Process) ระบบกฎหมาย (Law System) บทบัญญัติของรัฐที่ใช้บังคับต่อปัจเจกชน (Individual) และกลุ่มคน (Groups) รวมไปถึงการศึกษาถึงองค์การและกิจกรรมของพรรคการเมือง (Political Parties) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและอุดมการณ์ระหว่างรัฐ การบัญญัติและการควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐโดยวิธีการของกฎหมายระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ (International Organization) การกล่าวถึงนัยยะความหมายของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์อันมีคุณลักษณะในตัวที่เป็นแนวทางการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์เช่นนี้ นอกจากจะช่วยให้เห็นภาพส่วนประกอบของรัฐศาสตร์แล้ว ยังเป็นการปูพื้นฐานแก่ผู้ศึกษาที่จะทำความเข้าใจถึงขอบเขตของการศึกษา และโยงใยไปถึงแนวการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น

รัศศาสตร์แสตนเชียร์ PO 54 มมส.

                             ยินดีต้อนรับเข้าสู่ blog ของข้าพเจ้า วิชา อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวัน